สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวกฎหมายที่น่ารักทุกคน! เคยไหมคะที่รู้สึกว่าเส้นทางสู่การเป็นนักกฎหมายมันช่างท้าทายเหลือเกิน บางทีเราก็ทุ่มเทอ่านหนังสือ ดึกดื่นแค่ไหนก็ไม่หวั่น แต่พอถึงเวลาจริงกลับยังไม่มั่นใจ หรือผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่เป็นไปตามที่เราตั้งใจไว้ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ!

ในฐานะที่ฟ้าเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ทั้งลองผิดลองถูกมานับไม่ถ้วน จนค้นพบ ‘ทางลัด’ และ ‘เทคนิค’ ที่ช่วยให้การเรียนกฎหมายไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แถมยังสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ฟ้าบอกเลยว่ายุคนี้แค่ท่องจำอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องมีกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด รู้จักวางแผน และเข้าใจธรรมชาติของวิชากฎหมายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ทุกนาทีที่เราใช้ไปกับการเรียนนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดและเห็นผลจริงค่ะอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าเคล็ดลับเหล่านั้นมีอะไรบ้าง?
ถ้าพร้อมแล้ว ตามฟ้ามาดูกันแบบเจาะลึกในบทความนี้ได้เลยค่ะ!
หยุดท่องจำ แล้วมา “เข้าใจ” กฎหมายกันเถอะ!
ถอดรหัสมาตรา: ไม่ใช่แค่จำ แต่ต้องรู้ที่มาที่ไป
เอาจริง ๆ นะคะเพื่อน ๆ ตอนฟ้าเริ่มเรียนกฎหมายใหม่ ๆ ก็คิดว่าแค่ท่องมาตราให้ได้เยอะ ๆ ก็พอแล้ว แต่พอเจอข้อสอบจริงเท่านั้นแหละ…ถึงกับอึ้งไปเลยค่ะ! เพราะข้อสอบส่วนใหญ่มักจะถามลึกไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีมาตรานี้ขึ้นมา การที่เรามัวแต่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองโดยไม่เข้าใจหัวใจของมันเนี่ย เท่ากับว่าเรากำลังเดินเข้าทางตันเลยนะ สิ่งที่ฟ้าอยากจะแนะนำคือ ลองอ่านมาตรานั้น ๆ แล้วลองถามตัวเองดูค่ะว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้” “มันเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร” “ถ้าไม่มีมาตรานี้ จะเกิดอะไรขึ้น” ลองนึกภาพตามว่าสถานการณ์จริงจะเป็นยังไง การที่เราพยายามทำความเข้าใจที่มาที่ไปของแต่ละมาตรา จะทำให้เราเห็นภาพรวมและจดจำได้นานกว่าแค่การท่องจำแบบไร้เหตุผลเยอะเลยค่ะ ลองเปลี่ยนมุมมองจากการท่องไปสู่การทำความเข้าใจดูนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันง่ายขึ้นเยอะจริง ๆ
เชื่อมโยงหลักกฎหมาย: เห็นภาพรวม ไม่ใช่แยกส่วน
กฎหมายแต่ละฉบับ แต่ละมาตรา มันไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเดี่ยวนะคะเพื่อน ๆ มันมีการเชื่อมโยงกันไปมาเหมือนใยแมงมุมเลยก็ว่าได้ ตอนฟ้าอ่านกฎหมายใหม่ ๆ ก็มักจะอ่านไปทีละมาตรา แล้วก็รู้สึกว่าทำไมมันถึงดูเยอะและกระจัดกระจายไปหมด แต่พอเริ่มจับทางได้ว่ากฎหมายแพ่งกับอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกับอาญา มันมีจุดเชื่อมโยงกันยังไง หรือแม้แต่ในกฎหมายแพ่งเอง บทบัญญัติเรื่องหนี้ เรื่องละเมิด เรื่องสัญญา มันมีความสัมพันธ์กันยังไง พอเราเริ่มเห็นภาพรวมตรงนี้แล้ว การทำความเข้าใจก็เหมือนมีเส้นทางให้เดินตาม ไม่ใช่หลงทางอยู่ในป่าอีกต่อไปค่ะ ลองหาสมุดเล่มเล็ก ๆ มาวาดแผนผังความเชื่อมโยงของแต่ละเรื่องดูสิคะ มันเหมือนการสร้างแผนที่ส่วนตัวที่จะช่วยให้เราไม่หลงทางในโลกกฎหมายอันกว้างใหญ่ ลองดูตัวอย่างตารางเปรียบเทียบวิธีการอ่านกฎหมายยอดนิยมที่ฟ้าทำมาให้ดูนะคะ เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดขึ้นค่ะ
| วิธีการอ่าน | จุดเด่น | ข้อควรระวัง/เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| การอ่านแบบท่องจำ (Rote Learning) | รวดเร็วในการจดจำคำศัพท์เฉพาะ, มาตราสำคัญ | เสี่ยงลืมง่าย, ไม่เข้าใจบริบท, ใช้ได้กับพื้นฐาน |
| การอ่านแบบทำความเข้าใจ (Conceptual Learning) | จำได้นาน, ประยุกต์ใช้ได้จริง, วิเคราะห์ข้อสอบได้ดี | ใช้เวลามาก, ต้องมีสมาธิสูง, เหมาะกับทุกระดับ |
| การอ่านแบบเน้นฎีกา (Case Law Focus) | เข้าใจแนวคำพิพากษา, เตรียมสอบผู้พิพากษา/อัยการ | ต้องมีพื้นฐานมาตราแน่น, อาจเสียเวลามากหากไม่จัดระบบ |
สร้าง Mind Map ส่วนตัว: แผนที่นำทางความเข้าใจ
เทคนิค Mind Map หรือแผนที่ความคิดนี่แหละค่ะที่ฟ้าใช้บ่อยมาก ๆ ในการสรุปเนื้อหาที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาพที่เข้าใจง่ายและจดจำได้ดีขึ้น ลองนึกภาพดูสิคะ แทนที่เราจะอ่านตำราเล่มหนา ๆ แล้วได้แต่ตัวอักษรเรียงกันเป็นพรืด เราก็เปลี่ยนให้มันเป็นภาพที่มีกิ่งก้านสาขาเชื่อมโยงกัน ลองเริ่มจากการเขียนหัวข้อใหญ่ตรงกลาง แล้วแตกย่อยเป็นหัวข้อรองและรายละเอียดปลีกย่อยออกมาเรื่อย ๆ ใช้สีสัน ปากกาไฮไลต์ หรือแม้แต่รูปภาพเล็ก ๆ มาประกอบก็ได้นะคะ การทำแบบนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้เราจัดระเบียบความคิดเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น และพอเรากลับมาทบทวนทีหลัง เราจะเห็นภาพรวมและรายละเอียดสำคัญ ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาอ่านซ้ำทั้งหมด เป็นวิธีที่ฟ้าพิสูจน์แล้วว่าเวิร์คจริง ๆ ค่ะ ลองเอาไปปรับใช้กับวิชายาก ๆ ดูนะคะ แล้วจะติดใจ
จัดตารางอ่านยังไงให้ “ปัง” และไม่หมดไฟกลางทาง
แบ่งเวลาแบบ “พอดีคำ”: ไม่น้อยไป ไม่มากเกิน
การจัดตารางอ่านเป็นหัวใจสำคัญเลยค่ะ ถ้าเราจัดตารางได้ดี การเรียนกฎหมายก็จะลื่นไหลและมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าจัดไม่ดี ก็จะกลายเป็นความกดดันและทำให้เราเหนื่อยล้าจนหมดกำลังใจไปเสียก่อน เท่าที่ฟ้าสังเกตมาหลายคนมักจะตั้งเป้าหมายไว้สูงลิบลิ่ว อ่านหนังสือวันละ 10 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง ซึ่งมันดูดีในอุดมคติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายและสมองของเรามีขีดจำกัดนะคะ การฝืนตัวเองมากเกินไปจะทำให้คุณภาพการอ่านลดลงและสุดท้ายก็จะเบื่อไปเสียก่อน ฟ้าแนะนำให้แบ่งเวลาแบบ “พอดีคำ” ค่ะ เช่น วันละ 3-4 ชั่วโมงที่เข้มข้นจริง ๆ ดีกว่า 10 ชั่วโมงที่ไร้ประสิทธิภาพ ลองประเมินตัวเองดูว่าเราสามารถโฟกัสได้นานแค่ไหน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นทีละนิด อย่าหักโหมตั้งแต่แรกนะคะ ค่อยเป็นค่อยไปดีที่สุด
เทคนิค Pomodoro ปรับใช้ฉบับนักกฎหมาย
ใครที่รู้สึกว่าสมาธิสั้น อ่านได้แป๊บเดียวก็วอกแวกแล้ว ฟ้าขอแนะนำเทคนิค Pomodoro เลยค่ะ เทคนิคนี้คือการแบ่งเวลาทำงานออกเป็นช่วงสั้น ๆ เช่น 25 นาที แล้วพัก 5 นาที วนไป 4 รอบแล้วค่อยพักยาว 15-30 นาที การทำแบบนี้จะช่วยให้เราโฟกัสกับการอ่านได้เต็มที่ในช่วงเวลาสั้น ๆ และรู้ว่าจะมีช่วงพักรออยู่ ทำให้สมองได้ผ่อนคลายและกลับมามีสมาธิอีกครั้ง ตอนฟ้าใช้เทคนิคนี้กับวิชากฎหมายที่ต้องใช้ความละเอียดสูง ๆ อย่างกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายมหาชน คือดีมาก ๆ เลยค่ะ มันช่วยให้เราไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับการอ่าน และยังช่วยให้บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ลองหานาฬิกาจับเวลาสวย ๆ มาตั้งข้างตัวดูสิคะ แล้วจะพบว่าการอ่านหนังสือก็สนุกขึ้นได้
วันพักผ่อนก็สำคัญนะทุกคน!
บางคนคิดว่าการพักผ่อนคือการเสียเวลาในการเรียน แต่สำหรับฟ้าแล้ว การพักผ่อนคือการลงทุนค่ะ! การที่เราหักโหมอ่านหนังสือแบบไม่มีวันหยุด ไม่มีการพักผ่อนเลย ร่างกายและจิตใจจะล้ามาก ๆ จนถึงจุดหนึ่งก็จะเบลอไปหมด อ่านอะไรก็ไม่เข้าหัว ยิ่งกว่านั้นยังอาจทำให้สุขภาพทรุดโทรมจนไม่สบายได้ง่าย ๆ เลยนะ เท่าที่ฟ้าเห็นมามีเพื่อนหลายคนทุ่มเทกับการเรียนจนลืมดูแลตัวเอง สุดท้ายก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ทำให้เสียเวลาเรียนไปมากกว่าเดิมอีก การมีวันพักผ่อนที่แท้จริง เช่น ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปดูหนัง ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ชอบ จะช่วยให้สมองได้รีเซ็ต และมีพลังงานกลับมาอ่านหนังสือได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง ลองกำหนดวันพักผ่อนประจำสัปดาห์ให้ตัวเองดูนะคะ จะเป็นวันอาทิตย์ หรือช่วงเย็นวันศุกร์ก็ได้ แล้วใช้เวลานั้นให้เต็มที่กับการชาร์จพลังให้ตัวเอง
เคล็ดลับพิชิต “ข้อสอบ” กฎหมาย ฉบับฟ้า
ฝึกเขียนตอบให้เหมือนจริง: จับเวลา เขียนด้วยลายมือ
ข้อสอบกฎหมายส่วนใหญ่ยังคงเป็นการเขียนตอบด้วยลายมือนะคะเพื่อน ๆ สิ่งที่ฟ้าเจอมากับตัวและอยากเน้นย้ำเลยคือ หลายคนอ่านเยอะ เข้าใจดี แต่พอต้องมาเขียนตอบจริง ๆ กลับทำเวลาไม่ได้ หรือเขียนแล้วไม่ตรงประเด็น เพราะไม่เคยฝึกเขียน!
การฝึกเขียนตอบให้เหมือนข้อสอบจริงคือสิ่งสำคัญมาก ๆ ค่ะ ลองหาข้อสอบเก่า ๆ มาดู แล้วจับเวลาให้เหมือนสอบจริง เขียนด้วยลายมือตัวเองนี่แหละค่ะ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับการจัดระเบียบความคิด การเรียงลำดับเนื้อหา การใช้ภาษาทางกฎหมาย และที่สำคัญคือการบริหารเวลาในการเขียนแต่ละข้อให้ทันท่วงที ตอนฟ้าเตรียมสอบเนติบัณฑิตนี่คือฟ้าฝึกเขียนทุกวันเลยนะ เขียนจนมือหงิกไปหมด แต่พอถึงวันสอบจริงมันช่วยได้เยอะมาก ๆ เลยค่ะ ความเร็วในการเขียนและการลำดับความคิดมันมาเองโดยอัตโนมัติ
วิเคราะห์ฎีกา: หัวใจสำคัญของข้อสอบอัตนัย
ฎีกา หรือคำพิพากษาศาลฎีกานี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของการทำข้อสอบกฎหมายอัตนัย เพราะข้อสอบมักจะอ้างอิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในโจทย์ การที่เราอ่านและทำความเข้าใจฎีกาเยอะ ๆ จะทำให้เราเห็นแนวทางการวินิจฉัยของศาล และสามารถนำมาปรับใช้ในการตอบข้อสอบได้ อย่างตอนที่ฟ้าอ่านฎีกานี่ ฟ้าจะไม่ได้อ่านแค่ว่าผลเป็นยังไงนะ แต่จะพยายามดูว่าข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นเป็นยังไง ศาลอ้างอิงมาตราไหนบ้าง แล้ววินิจฉัยไปในทิศทางไหน และเหตุผลในการวินิจฉัยคืออะไร การทำความเข้าใจ “เหตุผล” ของศาลนี่แหละค่ะสำคัญที่สุด ถ้าเราเข้าใจเหตุผล เราก็จะสามารถประยุกต์ใช้กับข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ได้ ตอนสอบจริงไม่ต้องตกใจถ้าเจอข้อสอบที่ดูเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะถ้าเราเข้าใจหลักการและแนวฎีกา เราก็จะสามารถตอบได้อย่างมั่นใจค่ะ
เตรียมตัวก่อนสอบ: “ก่อน” สอบสำคัญกว่า “คืนก่อน” สอบ
หลายคนชอบอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำในคืนก่อนสอบ หรือที่เรียกว่า “อ่านโค้งสุดท้าย” ซึ่งฟ้าบอกเลยว่าวิธีนี้อาจจะได้ผลในบางวิชา แต่กับกฎหมายแล้ว โอกาสที่จะได้ผลดีนั้นน้อยมาก ๆ ค่ะ เพราะวิชากฎหมายเป็นวิชาที่ต้องอาศัยการสะสมความเข้าใจมาอย่างต่อเนื่อง การอัดเนื้อหาทั้งหมดในคืนเดียวนอกจากจะทำให้สมองล้าแล้ว ยังอาจทำให้เราสับสนและทำข้อสอบได้ไม่ดีเท่าที่ควร สิ่งที่ฟ้าทำคือการเตรียมตัวล่วงหน้า วางแผนการอ่านให้เสร็จก่อนถึงวันสอบจริงสัก 2-3 วัน แล้วในช่วง 1-2 วันสุดท้ายก่อนสอบ จะเน้นไปที่การทบทวนจุดสำคัญ สรุปย่อ ๆ หรืออ่าน Mind Map ที่เราเคยทำไว้ การนอนหลับให้เพียงพอและรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมสมบูรณ์ต่างหากที่สำคัญกว่าการหักโหมอ่านหนังสือในคืนสุดท้ายค่ะ อย่าลืมนะว่าสมองที่สดชื่นย่อมทำงานได้ดีกว่าสมองที่เหนื่อยล้า
หาเพื่อนร่วมทาง สร้างสังคมนักกฎหมายที่ใช่
กลุ่มติว: แหล่งรวมความรู้และกำลังใจ
การเรียนกฎหมายเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและบางครั้งก็รู้สึกโดดเดี่ยวได้นะคะเพื่อน ๆ การมี “กลุ่มติว” นี่แหละค่ะคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับฟ้า ตอนที่ฟ้าเรียน ฟ้าก็มีกลุ่มติวเล็ก ๆ กับเพื่อนสนิท 3-4 คน การได้มานั่งติวด้วยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถามในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ หรือแม้แต่การอธิบายให้เพื่อนฟัง มันช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งขึ้นมาก ๆ เลยนะ เพราะบางทีการที่เราอธิบายให้คนอื่นฟังได้ นั่นแปลว่าเราเข้าใจเรื่องนั้นจริง ๆ แล้ว และที่สำคัญคือการมีเพื่อนร่วมเดินทาง มันทำให้เรามีกำลังใจ ไม่รู้สึกท้อแท้ไปกับการอ่านตำราเล่มหนา ๆ การได้เห็นเพื่อนคนอื่นขยัน เราก็จะมีแรงฮึดตามไปด้วย ใครที่ยังไม่มีกลุ่มติว ลองมองหาเพื่อน ๆ ที่มีความตั้งใจคล้าย ๆ กันดูนะคะ แล้วจะพบว่าการเรียนกฎหมายก็สนุกขึ้นได้เยอะเลย
ปรึกษาอาจารย์: อย่ากลัวที่จะถาม
อาจารย์ผู้สอนนี่แหละค่ะคือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่เราไม่ควรมองข้าม ฟ้าเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเข้าไปปรึกษาอาจารย์บ่อย ๆ นะ ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนอย่างเดียว แต่บางทีก็ปรึกษาเรื่องแนวทางในการประกอบอาชีพ หรือขอคำแนะนำในการอ่านหนังสือด้วย สิ่งที่ฟ้าอยากบอกคือ “อย่ากลัวที่จะถาม” ค่ะ บางทีเราติดปัญหาอยู่คนเดียวเป็นวัน ๆ พยายามหาคำตอบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ แต่พอไปถามอาจารย์แค่ไม่กี่นาทีก็ได้คำตอบที่ชัดเจนและเข้าใจกระจ่างเลย อาจารย์ทุกท่านยินดีที่จะให้คำแนะนำและช่วยเหลือลูกศิษย์เสมอ แต่เราต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นเดินเข้าไปหาเองนะคะ ลองดูว่าอาจารย์ท่านไหนที่เราถนัดจะคุยด้วย หรือสอนวิชาที่เราสนใจ แล้วลองเข้าไปปรึกษาดูค่ะ รับรองว่าได้อะไรดี ๆ กลับมาแน่นอน
เข้าร่วมสัมมนาและเวิร์คช็อป: เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น
การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือจากตำราเท่านั้นนะคะเพื่อน ๆ การเข้าร่วมสัมมนาหรือเวิร์คช็อปที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีเยี่ยมในการเปิดโลกทัศน์และเพิ่มเติมความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะโลกของกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีกฎหมายใหม่ ๆ เกิดขึ้น มีแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามา การที่เราได้ไปฟังนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ หรือแม้แต่นักธุรกิจมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น มันจะทำให้เราเห็นมุมมองที่หลากหลายและเข้าใจการทำงานของกฎหมายในภาคปฏิบัติมากขึ้นด้วย ตอนฟ้าเคยไปร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี่คือได้ความรู้กลับมาเยอะมาก ๆ เลยนะ แถมยังได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ ที่มีความสนใจคล้าย ๆ กันด้วย มันเหมือนการได้ออกไปชาร์จพลังและเติมไฟให้ตัวเองไปในตัวเลยค่ะ ลองติดตามข่าวสารจากคณะนิติศาสตร์ หรือองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ดูนะคะ แล้วจะรู้ว่ามีโอกาสดี ๆ รออยู่เยอะเลย
ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ผู้ช่วยคนสำคัญยุคดิจิทัล
แอปพลิเคชันตัวช่วยการเรียน: ไม่ใช่แค่โซเชียล
ยุคนี้ใคร ๆ ก็มีสมาร์ทโฟนกันใช่ไหมคะ แต่เราใช้มันทำอะไรกันบ้าง? นอกจากการเล่นโซเชียลมีเดียแล้ว โทรศัพท์มือถือของเรายังสามารถเป็นเครื่องมือช่วยเรียนกฎหมายชั้นยอดได้เลยนะ!
มีแอปพลิเคชันดี ๆ เยอะแยะมากมายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยนักศึกษา อย่างแอปพลิเคชันสำหรับทำ Flashcard เพื่อช่วยจำมาตราและคำศัพท์เฉพาะ หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยในการจดบันทึกและจัดระเบียบข้อมูล อย่าง Notion หรือ Evernote ที่ฟ้าเองก็ใช้บ่อยมาก ๆ มันช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องแบกตำราหนัก ๆ ไปไหนมาไหน ลองหาน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ มาก ๆ เลยค่ะ ลองสำรวจใน App Store หรือ Google Play Store ดูนะคะ มีทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงินให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม
คลังข้อมูลออนไลน์: กฎหมาย ฎีกา พรบ. อยู่แค่ปลายนิ้ว
หมดสมัยแล้วที่จะต้องวิ่งไปห้องสมุดเพื่อหาเล่มประมวลกฎหมายเก่า ๆ หรือนั่งเปิดฎีกาทีละเล่มนะคะ เพราะยุคนี้ทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์เกือบหมดแล้ว! เราสามารถเข้าถึงเว็บไซต์คลังข้อมูลกฎหมายของหน่วยงานภาครัฐ หรือเว็บไซต์ที่รวบรวมฎีกา พ.ร.บ.
และกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างง่ายดาย แค่มีอินเทอร์เน็ตก็สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ภายในไม่กี่วินาที อย่างเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือเว็บไซต์ของศาลยุติธรรม ที่มีข้อมูลกฎหมายและฎีกาอัปเดตอยู่เสมอ เวลาฟ้าต้องการหาข้อมูลกฎหมายที่เฉพาะเจาะจง หรืออยากอ่านฎีกาใหม่ ๆ ก็แค่เปิดคอมพิวเตอร์หรือมือถือค้นหาเท่านั้นเอง สะดวกสบายและรวดเร็วมาก ๆ เลยค่ะ ใช้ให้เป็นประโยชน์นะคะเพื่อน ๆ แล้วการเรียนกฎหมายจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
สร้างคอนเทนต์ช่วยจำ: Flashcard, Podcast ของตัวเอง

นอกจากการใช้แอปพลิเคชันที่มีอยู่แล้ว เรายังสามารถสร้างคอนเทนต์ของตัวเองเพื่อช่วยในการจำและทบทวนได้ด้วยนะคะ! อย่างเช่น การทำ Flashcard ดิจิทัลด้วยตัวเองในแอปพลิเคชัน หรือแม้แต่การอัดเสียงตัวเองอ่านสรุปเนื้อหาสำคัญ ๆ ให้กลายเป็น Podcast ส่วนตัวฟัง ตอนเดินทางไปเรียน ตอนออกกำลังกาย หรือตอนทำกิจวัตรประจำวัน การที่เราได้ยินเสียงตัวเองอ่านสรุปกฎหมายซ้ำ ๆ มันช่วยให้เราจำได้ดีขึ้นกว่าการแค่อ่านในใจเฉย ๆ นะคะ หรือใครที่ชอบวาดรูป อาจจะลองสร้าง Infographic สรุปกฎหมายก็ได้ค่ะ การได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการฝึกความคิดสร้างสรรค์และทำให้การเรียนสนุกไม่น่าเบื่ออีกด้วย
ดูแลใจให้ไหว ไม่ใช่แค่เรียนเก่ง แต่ต้องมีความสุขด้วย!
จัดการความเครียด: หาทางออกให้ตัวเอง
การเรียนกฎหมายเป็นเรื่องที่เครียดมาก ๆ เลยใช่ไหมคะเพื่อน ๆ มีทั้งความกดดันจากตัวเอง จากครอบครัว จากการแข่งขัน บางทีก็รู้สึกท้อแท้ รู้สึกว่าทำไมมันยากจังเลย ตอนฟ้าเรียนก็เคยเป็นนะ บางช่วงรู้สึกเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยก็มี สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จัก “จัดการความเครียด” ของตัวเองให้เป็นค่ะ อย่าปล่อยให้มันสะสมจนท่วมท้น ลองหาสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดดูสิคะ บางคนอาจจะชอบออกกำลังกาย ฟังเพลง อ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือกฎหมาย ดูซีรีส์ หรือทำกิจกรรมอดิเรกที่ชอบ การได้ระบายความเครียดออกไปบ้าง จะช่วยให้จิตใจเรากลับมาเข้มแข็งและมีพลังในการเรียนต่อได้ ใครที่รู้สึกว่าเครียดมาก ๆ จนไม่รู้จะทำยังไง ลองปรึกษาเพื่อนสนิท หรือผู้ใหญ่ที่เราไว้ใจดูนะคะ การได้พูดคุยระบายความในใจก็ช่วยได้เยอะเลย
บาลานซ์ชีวิต: เรียน งาน กิจกรรม
ชีวิตของนักกฎหมายไม่ได้มีแค่การเรียนหรือการทำงานอย่างเดียวนะคะเพื่อน ๆ การมี “บาลานซ์ชีวิต” ที่ดีต่างหากที่จะทำให้เรามีความสุขและประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ ตอนฟ้าเรียน ฟ้าพยายามแบ่งเวลาให้กับการเรียน การทำกิจกรรม และการดูแลตัวเองอย่างสมดุลกันเสมอ การเข้าร่วมกิจกรรมของคณะ หรือชมรมต่าง ๆ ไม่ได้แค่ช่วยให้เราได้ผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังช่วยฝึกทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารจัดการเวลา และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นมาก ๆ ในการประกอบอาชีพนักกฎหมายในอนาคต การที่เราได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย จะทำให้เราเป็นคนที่มีโลกทัศน์กว้างไกล มีความสุขกับชีวิต และมีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ชีวิตมีแต่การเรียนเพียงอย่างเดียวนะคะ ออกไปใช้ชีวิตบ้าง เพื่อเติมเต็มพลังให้ตัวเอง
การนอนหลับสำคัญกว่าที่คิด
สุดท้ายนี้เรื่องง่าย ๆ ที่หลายคนมักจะมองข้ามไปก็คือ “การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ” ค่ะ ฟ้าบอกเลยว่าการนอนหลับสำคัญกว่าที่คิดเยอะมาก ๆ เลยนะ ตอนที่เรานอนหลับ ร่างกายและสมองจะได้พักผ่อน ฟื้นฟูตัวเอง และจัดเก็บข้อมูลที่เรียนรู้มาตลอดทั้งวันให้เป็นระเบียบ การอดนอนหรือนอนไม่พอ ไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกง่วงและเพลียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ ความจำ สมาธิ และอารมณ์ของเราด้วย ตอนฟ้าเคยอดนอนเพื่ออ่านหนังสือสอบ คือวันรุ่งขึ้นคือเบลอมาก ๆ ทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่เลยค่ะ หลังจากนั้นฟ้าเลยให้ความสำคัญกับการนอนมากขึ้น พยายามนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน การที่เรานอนหลับเพียงพอ จะทำให้เราตื่นมาอย่างสดชื่น มีสมองที่ปลอดโปร่ง พร้อมรับข้อมูลใหม่ ๆ และทำข้อสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ
เตรียมพร้อมสู่สนามจริง: ทักษะที่ต้องมีนอกตำรา
ฝึกภาษาอังกฤษ: ประตูสู่โอกาสใหม่ๆ
โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกที่เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้วนะคะเพื่อน ๆ ทักษะ “ภาษาอังกฤษ” ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมายยุคใหม่เลยค่ะ ตอนฟ้าเรียนฟ้าก็พยายามฝึกภาษาอังกฤษอยู่ตลอด เพราะรู้ว่ามันจะเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านตำรากฎหมายต่างประเทศ การศึกษาต่อต่างประเทศ หรือแม้แต่การทำงานกับบริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ การที่เราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี จะทำให้เรามีความได้เปรียบในการแข่งขัน และเข้าถึงข้อมูลความรู้ทางกฎหมายที่หลากหลายมากขึ้น ลองเริ่มจากการอ่านข่าวกฎหมายภาษาอังกฤษ ดูซีรีส์เกี่ยวกับกฎหมายที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือหาเพื่อนชาวต่างชาติเพื่อฝึกสนทนาดูสิคะ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ แล้วจะเห็นความก้าวหน้าอย่างแน่นอนค่ะ
ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ: สำคัญไม่แพ้กฎหมาย
เก่งกฎหมายอย่างเดียวอาจไม่พอแล้วนะคะ ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอเป็นสิ่งที่นักกฎหมายทุกคนต้องมีและพัฒนาอยู่เสมอค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะ ไม่ว่าเราจะเป็นทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา หรือที่ปรึกษากฎหมาย เราก็ต้องใช้ทักษะการสื่อสารในการพูดคุยกับลูกความ การโน้มน้าวใจในศาล การนำเสนอข้อมูลให้กับผู้บริหาร หรือแม้แต่การอธิบายกฎหมายที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าใจ การที่เราสามารถสื่อสารความคิดของเราได้อย่างชัดเจน กระชับ และน่าสนใจ จะทำให้งานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ฟ้าเองก็ฝึกทักษะนี้อยู่ตลอดนะ ทั้งจากการเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย การนำเสนอรายงานหน้าชั้น หรือแม้แต่การฝึกพูดหน้ากระจก การฝึกฝนบ่อย ๆ จะช่วยให้เรามีความมั่นใจและสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ
การคิดวิเคราะห์เชิงระบบ: มองปัญหาอย่างรอบด้าน
ทักษะสุดท้ายที่ฟ้าอยากจะเน้นย้ำเลยคือ “การคิดวิเคราะห์เชิงระบบ” ค่ะ การเป็นนักกฎหมายที่ดีไม่ใช่แค่การรู้มาตรา แต่คือการมองปัญหาได้อย่างรอบด้าน เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ และสามารถหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดได้ ตอนที่เราเจอกรณีศึกษาหรือข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน เราต้องรู้จักแยกแยะประเด็นสำคัญ หาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ว่ากฎหมายใดเกี่ยวข้องบ้าง และผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร การฝึกคิดแบบนี้จะช่วยให้เราไม่ตัดสินใจอะไรอย่างฉาบฉวย แต่จะพิจารณาอย่างรอบคอบและมีเหตุผลเสมอ ตอนฟ้าเรียน ฟ้าจะพยายามตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอ พยายามมองหาเหตุผลเบื้องหลัง และมองว่าปัญหาหนึ่ง ๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีใดบ้าง การฝึกคิดแบบนี้จะติดตัวเราไปตลอด และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการประกอบอาชีพนักกฎหมายในอนาคตค่ะ
บทสรุปจากใจฟ้า
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ชาวกฎหมายที่น่ารักทุกคน? ฟ้าหวังว่าบทความนี้จะเป็นเหมือนเข็มทิศและกำลังใจเล็กๆ ให้กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ เส้นทางนักกฎหมายของเรานั้นไม่ใช่แค่การเรียนรู้ตัวบทมาตราเท่านั้น แต่คือการเรียนรู้ที่จะเติบโต เข้าใจโลก เข้าใจผู้คน และที่สำคัญที่สุดคือเข้าใจตัวเองค่ะ การปรับตัวให้ทันยุคสมัย การดูแลใจให้แข็งแรง และการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง คือกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จและความสุขในอาชีพที่เรารักค่ะ
เกร็ดความรู้คู่ใจนักกฎหมาย
1. อย่ามองข้ามภาษาอังกฤษ: ในโลกยุคใหม่ ภาษาอังกฤษคือประตูสู่โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลกฎหมายสากลและเครือข่ายนักกฎหมายทั่วโลกค่ะ ยิ่งเราเก่งภาษามากเท่าไหร่ โอกาสในสายงานของเราก็จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น
2. ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์: ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันกฎหมาย แหล่งข้อมูลออนไลน์ หรือแม้กระทั่ง AI ที่กำลังมาแรง การนำเครื่องมือเหล่านี้มาช่วยในการเรียนและการทำงาน จะช่วยให้เราประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพได้เยอะเลยค่ะ
3. ฝึก Soft Skills อย่างต่อเนื่อง: นอกจากความรู้ทางกฎหมายแล้ว ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์เชิงระบบ การเจรจาต่อรอง และการจัดการอารมณ์ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเป็นนักกฎหมายที่สมบูรณ์แบบและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานค่ะ
4. สร้างเครือข่าย: การมีกลุ่มติว การปรึกษาอาจารย์ หรือการเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็นการสร้างคอนเนกชั่นและกำลังใจดีๆ ที่จะช่วยให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในเส้นทางนี้
5. อย่าละเลยเรื่องสุขภาพใจและกาย: การเรียนกฎหมายมีความเครียดสูง อย่าลืมให้เวลากับการพักผ่อน ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อรักษาสมดุลชีวิตและชาร์จพลังให้พร้อมรับมือกับความท้าทายอยู่เสมอ
สิ่งสำคัญที่ฟ้าอยากฝากไว้
เพื่อนๆ คะ การเป็นนักกฎหมายที่ดีไม่ใช่แค่การรู้กฎหมายอย่างถ่องแท้ แต่คือการเข้าใจหัวใจของกฎหมายและสามารถนำไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างชาญฉลาด อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือมีความสุขในทุกย่างก้าวของเส้นทางนี้ เพราะความสุขนี่แหละค่ะคือพลังงานที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ฟ้าเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอนค่ะ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: คุณฟ้าคะ ที่บอกว่ามี ‘ทางลัด’ กับ ‘เทคนิค’ นี่คืออะไรคะ ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าต้องทำยังไงบ้าง?
ตอบ: อู้หูวว…คำถามแรกก็โดนใจเลยค่ะเพื่อนๆ! คือฟ้าเองก็เคยเป็นคนที่อ่านหนัก อ่านเยอะ แต่พอเจอข้อสอบจริงกลับงงๆ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดีใช่มั้ยคะ? หลังจากลองผิดลองถูกมาเยอะ ฟ้าถึงได้รู้ว่าทางลัดที่ว่านี้ไม่ใช่การอ่านน้อยลงนะ แต่มันคือการ “อ่านอย่างฉลาด” ต่างหากค่ะ!
อย่างแรกเลยคือ “การทำความเข้าใจโครงสร้างกฎหมาย” ค่ะ กฎหมายแต่ละฉบับมันเหมือนมีกระดูกสันหลังของตัวเอง ลองนึกภาพว่าเรากำลังดูซีรีส์สืบสวนสอบสวนที่มีปมหลัก ปมรองเชื่อมโยงกันอยู่ ถ้าเราเข้าใจโครงสร้างหลักของมันว่าเรื่องนี้ว่าด้วยอะไร ใครคือผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีข้อกำหนดอะไรบ้าง ข้อบังคับอยู่ตรงไหน เราก็จะสามารถวางแผนการอ่านและเชื่อมโยงมาตราต่างๆ ได้ง่ายขึ้นมากเลยค่ะ เหมือนมีแผนที่นำทางนั่นแหละ
สองคือ “การฝึกเชื่อมโยงและวิเคราะห์ประเด็น” อันนี้สำคัญกว่าการท่องจำมากๆ เลยค่ะ ลองนึกภาพว่าเราต้องจำชื่อคนในบ้านให้ได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราไม่ได้รู้ว่าใครเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก ความสัมพันธ์เป็นยังไง เราก็จำได้ไม่นานหรอกค่ะ กฎหมายก็เช่นกันค่ะ เราต้องฝึกเอามาตราต่างๆ มาเชื่อมโยงกัน เช่น มาตรานี้ไปเกี่ยวข้องกับมาตราไหนได้บ้าง หรือถ้ามีข้อเท็จจริงแบบนี้จะเอามาตราไหนมาปรับใช้ดี ฟ้าเองใช้วิธีหาตัวอย่างเคสจริง หรือสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วลอง “เล่นบทเป็นทนาย” ดูค่ะ มันช่วยให้เราเห็นภาพและเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ลึกซึ้งขึ้นเยอะเลยนะ
และสุดท้ายที่ฟ้าอยากจะเน้นเลยคือ “การทบทวนแบบมีระบบ” ค่ะ ไม่ใช่แค่การอ่านซ้ำไปซ้ำมานะ แต่เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ฉันเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ หรือยัง?’ ‘ถ้ามีคนถาม ฉันจะอธิบายให้เขาฟังเข้าใจได้ไหม?’ หรือ ‘ถ้าเจอโจทย์แบบนี้ ฉันจะตอบได้หรือเปล่า?’ การทบทวนแบบนี้จะช่วยให้เราค้นพบจุดที่เรายังไม่เข้าใจและกลับไปทบทวนเฉพาะส่วนนั้นได้โดยไม่เสียเวลาไปกับการอ่านทั้งหมดใหม่ค่ะ เหมือนเรากำลังเช็คลิสต์ตัวเองนั่นแหละค่ะ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าได้ผลจริง!
ถาม: บางทีก็รู้สึกท้อแท้กับการเรียนกฎหมายมากเลยค่ะคุณฟ้า มีวิธีไหนบ้างคะที่จะทำให้การเรียนสนุกขึ้น ไม่เครียด และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม?
ตอบ: โอ๊ยย เข้าใจเลยค่ะว่าบางทีมันท้อจริงๆ ฟ้าเองก็เคยเป็นค่ะ อ่านไปอ่านมาก็เจอแต่ตัวบทเยอะแยะไปหมดจนปวดหัวไปเลยใช่ไหมคะ? แต่เชื่อฟ้าไหมคะว่าการเรียนกฎหมายให้สนุกและมีประสิทธิภาพ มันอยู่ที่ ‘มุมมอง’ และ ‘วิธีการ’ ของเรานี่แหละค่ะ
อย่างแรกเลยคือ “หาแรงบันดาลใจจากเรื่องรอบตัว” ค่ะ กฎหมายมันอยู่กับเราทุกที่จริงๆ นะคะ ลองสังเกตข่าวสาร คดีความที่น่าสนใจ หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น สิทธิของผู้บริโภค การจราจร ลองเอาสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับกฎหมายที่เรากำลังเรียนอยู่สิคะ พอเราเห็นว่ากฎหมายมันมีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับเราจริงๆ มันจะจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและทำให้การเรียนน่าสนใจขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เหมือนเรากำลังไขปริศนาชีวิตประจำวันนั่นแหละค่ะ สนุกจะตายไป
สองคือ “เรียนรู้ผ่านการแลกเปลี่ยน” ค่ะ อย่าเก็บความสงสัยไว้คนเดียวนะคะ ชวนเพื่อนๆ มาติว มาถกเถียงประเด็นกฎหมายต่างๆ หรือแม้แต่หาครูบาอาจารย์ที่เราคุยได้ มาปรึกษาพูดคุยกันค่ะ การได้อธิบายให้คนอื่นฟัง หรือได้ฟังมุมมองจากคนอื่น จะช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งขึ้น และยังได้เห็นประเด็นที่เราอาจมองข้ามไปอีกด้วยนะคะ ฟ้าบอกเลยว่าการได้คุยกับเพื่อนๆ ที่มีความสนใจเดียวกันนี่แหละ คือพลังงานชั้นดีเลยค่ะ!
และสุดท้าย “ให้รางวัลตัวเองบ้าง” ค่ะ การเรียนกฎหมายมันหนักก็จริง แต่เราก็ต้องรู้จักพักและให้รางวัลตัวเองบ้างนะคะ อ่านจบเรื่องยากๆ สักเรื่อง ลองให้เวลาตัวเองไปดูหนัง ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ชอบดูค่ะ การพักผ่อนอย่างเต็มที่นี่แหละจะช่วยเติมพลังให้สมองของเราพร้อมกลับมาลุยต่อได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ จำไว้นะคะว่าสมองเราก็ต้องการการดูแลเหมือนกันค่ะ!
ถาม: ถ้าแค่ท่องจำอย่างเดียวไม่พอ แล้วเราควรมีกลยุทธ์ยังไงในการเตรียมตัวสอบกฎหมายให้ได้ผลดีที่สุดคะ?
ตอบ: คำถามนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! เพราะฟ้าเห็นมาเยอะแล้วจริงๆ ที่หลายคนทุ่มเทท่องจำตัวบทแทบทุกมาตรา แต่พอเจอข้อสอบจริงกลับทำไม่ได้ตามที่หวังไว้ นั่นเป็นเพราะการสอบกฎหมายสมัยนี้ เขาไม่ได้ต้องการแค่คนจำเก่งแล้วค่ะ แต่เขาต้องการคนที่ “เข้าใจและนำไปปรับใช้ได้” ต่างหากค่ะ
กลยุทธ์ที่ฟ้าใช้และอยากแนะนำเลยคือ “การฝึกเขียนตอบข้อสอบเก่า” ค่ะ อันนี้คือหัวใจสำคัญเลยนะ!
มันไม่ใช่แค่การดูเฉลยแล้วเข้าใจนะ แต่เราต้องลงมือ ‘เขียน’ เองจริงๆ ค่ะ ลองจับเวลาเหมือนสอบจริง แล้วเขียนตอบให้ครบองค์ประกอบ ทั้งการปรับบท การวินิจฉัย การยกหลักกฎหมายมาปรับใช้ การฝึกเขียนจะช่วยให้เราจัดระบบความคิด เรียบเรียงคำตอบ และจับเวลาในการทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้นค่ะ ตอนฟ้าสอบ ฟ้าจะปริ้นท์ข้อสอบเก่ามาเยอะๆ แล้วก็จับปากกาเขียนๆๆๆ เลยค่ะ แรกๆ อาจจะท้อหน่อย แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ มันจะค่อยๆ คุ้นมือและเร็วขึ้นเองค่ะ
สองคือ “การทำความเข้าใจหลักการและเหตุผลของกฎหมาย” ค่ะ เวลาเราท่องจำ เราอาจจะแค่จำว่ามาตรานี้พูดถึงอะไร แต่ถ้าเราเข้าใจว่า “ทำไม” กฎหมายฉบับนี้ถึงออกมา “มีเจตนารมณ์อะไร” “ต้องการแก้ปัญหาอะไร” เราจะสามารถวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในข้อสอบและปรับใช้กฎหมายได้อย่างแม่นยำและลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ เหมือนเราเป็นผู้สร้างกฎหมายคนหนึ่งเลยค่ะ
และสุดท้ายคือ “การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ” ค่ะ วิชาไหนที่เรายังไม่ถนัด หรือมีคะแนนเยอะเป็นพิเศษ ให้เราแบ่งเวลาให้กับการทบทวนและทำความเข้าใจวิชานั้นๆ ให้มากขึ้นค่ะ อย่าทิ้งขว้างวิชาไหนไปเด็ดขาดนะคะ เพราะทุกคะแนนสำคัญหมดค่ะ การวางแผนที่ดีจะช่วยให้เรากระจายเวลาได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุมทุกเนื้อหา เหมือนเรากำลังจัดตารางการรบเลยค่ะ พร้อมรบทุกสนามนั่นแหละค่ะ!






