คู่มือนักกฎหมายไทย เปลี่ยนงานอย่างไรให้ได้สายอาชีพที่ใช่และเติบโต

webmaster

법률 이직 준비 과정 - **Prompt:** A sophisticated Thai female lawyer in her early 30s, dressed in a chic yet professional ...

สวัสดีค่ะทุกคน! ใครที่กำลังนั่งคิดนอนคิดเรื่องการเปลี่ยนสายงานกฎหมายอยู่บ้างคะ? บอกตามตรงว่าเมื่อก่อนฉันเองก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาแล้วค่ะ ทั้งรู้สึกไม่แน่ใจว่าทางที่เราเดินอยู่มันใช่จริงๆ ไหม หรือมีเส้นทางอื่นที่ดีกว่านี้รอเราอยู่หรือเปล่าวงการกฎหมายบ้านเราตอนนี้มันเปลี่ยนไปเร็วมากจริงๆ นะคะ ไม่ใช่แค่เรื่องค่าตอบแทนที่หลายคนกังวล แต่ยังมีเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และความต้องการของตลาดที่แตกต่างไปจากเดิมเยอะเลย บางทีเราอาจจะรู้สึกว่าความรู้ที่เรามีมันยังไม่พอ หรือไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้วแต่ไม่ต้องห่วงค่ะ!

เพราะวันนี้ฉันมีเคล็ดลับและประสบการณ์ตรงที่อยากจะมาแบ่งปัน จากการที่ได้ลองศึกษาและลงมือทำมาจริงๆ ฉันพบว่ามันมีเส้นทางใหม่ๆ ที่น่าสนใจกว่าที่เราคิดเยอะเลยนะคะ และที่สำคัญคือมันไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ถ้าเรารู้จักวางแผนและเตรียมตัวให้ถูกจุด ถ้าใครกำลังมองหาแนวทางที่จะก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ของสายงานกฎหมายแบบไม่หลงทาง มาร่วมค้นหาหนทางใหม่ๆ ที่ใช่สำหรับคุณไปพร้อมกันนะคะ!

ถอดรหัสทักษะจากงานกฎหมาย: เราเก่งกว่าที่คิดนะ

법률 이직 준비 과정 - **Prompt:** A sophisticated Thai female lawyer in her early 30s, dressed in a chic yet professional ...

มองหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่

สวัสดีค่ะทุกคนที่อยู่ในสายงานกฎหมายมาสักพัก ลองหลับตาแล้วนึกย้อนดูสิคะว่าในแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง? ฉันเองเคยคิดว่าทักษะที่เรามีมันเฉพาะทางมากๆ จนออกไปทำอย่างอื่นไม่ได้หรอกค่ะ แต่พอมานั่งคิดดีๆ แล้วนะ ทักษะที่เราใช้มันมีค่ามากและสามารถต่อยอดไปได้อีกเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การสื่อสารที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ การเจรจาต่อรอง การจัดการเอกสารข้อมูลจำนวนมหาศาล หรือแม้แต่ความละเอียดรอบคอบที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบสัญญาต่างๆ ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่แค่ ‘กฎหมาย’ แต่มันคือทักษะสากลที่ตลาดแรงงานยุคใหม่กำลังมองหาเลยนะ ลองคิดดูสิคะว่าในแต่ละเคสที่เราเคยทำมา เราได้ฝึกฝนอะไรไปบ้าง ฉันจำได้ว่าตอนทำคดีใหญ่ๆ สมัยก่อน ต้องอ่านเอกสารเป็นปึกๆ แล้วจับประเด็นให้ได้ภายในเวลาจำกัด นั่นแหละค่ะคือการวิเคราะห์และสรุปข้อมูลที่ยอดเยี่ยมที่เรามีอยู่ในตัวทุกคน แต่เราอาจจะไม่เคยตีค่ามันมาก่อนเท่านั้นเอง บางทีเราอาจจะแค่ต้องเปลี่ยนมุมมองและเรียกชื่อทักษะเหล่านั้นใหม่ให้เข้ากับโลกภายนอกวงการกฎหมายเท่านั้นเองค่ะ

สำรวจความสนใจที่แท้จริง

ทีนี้ลองมาสำรวจใจตัวเองกันบ้างว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราอยากทำอะไร หรือมีเรื่องอะไรที่เราสนใจเป็นพิเศษแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำบ้างไหมคะ? ตอนที่ฉันเริ่มคิดจะเปลี่ยนสายงาน ฉันก็เริ่มจากจุดนี้เลยนะ การสำรวจตัวเองไม่ได้หมายถึงการทิ้งทุกอย่างที่เป็นกฎหมายไป แต่เป็นการค้นหาสิ่งที่เราหลงใหลและมีแพชชั่นจริงๆ บางทีอาจจะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแต่เป็นอีกแขนงหนึ่ง หรืออาจจะเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ เช่น บางคนอาจจะชอบเรื่องเทคโนโลยี ชอบนวัตกรรม หรือสนใจการตลาด การเขียน หรือแม้กระทั่งการเป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ การใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทบทวนความสนใจเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ลองลิสต์ออกมาเป็นข้อๆ เลยก็ได้ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขเวลาได้ทำ หรืออะไรที่เราอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ฉันเองก็เริ่มจากการลองไปเวิร์คช็อปเล็กๆ น้อยๆ ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ พอได้ลองแล้วมันทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นเยอะเลยว่าสิ่งไหนที่ใช่ สิ่งไหนที่ไม่ใช่จริงๆ

โอกาสใหม่ๆ ที่รอเราอยู่: ก้าวออกจากกรอบ “ทนาย” เดิมๆ

Advertisement

ส่องเทรนด์งานยุคใหม่ที่ทักษะกฎหมายมีชัย

เดี๋ยวนี้โลกเราหมุนเร็วมากจริงๆ นะคะ และมันสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดแรงงานเยอะแยะไปหมดเลย ที่น่าสนใจคือหลายๆ ตำแหน่งกลับต้องการคนที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์แบบนักกฎหมายมากๆ ลองคิดดูสิคะ งานที่เกี่ยวกับ Compliance หรือการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรต่างๆ นี่แหละคือสนามของพวกเราเลย เพราะเรามีความละเอียดรอบคอบ รู้กฎหมาย การทำ Data Privacy Officer (DPO) หรือ Legal Tech Specialist ก็กำลังมาแรงสุดๆ ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานกฎหมายมากขึ้น ฉันเคยเจอพี่คนหนึ่งที่เคยเป็นทนายความมาก่อน แต่ตอนนี้ผันตัวไปเป็นที่ปรึกษาด้าน Cyber Security กฎหมายไซเบอร์ เขาบอกว่าทักษะการตีความกฎหมายและการมองเห็นความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญของงานนี้เลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีงานด้าน Government Relations, Public Policy, หรือแม้กระทั่ง Content Creator ที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล ซึ่งทักษะการค้นคว้าและนำเสนอข้อเท็จจริงของเราจะโดดเด่นมากจริงๆ

เคสตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ (และคุณก็ทำได้!)

ฉันมีเพื่อนหลายคนที่เคยเป็นทนายความหรือนักกฎหมายในองค์กรแล้วตัดสินใจเปลี่ยนสายงานอย่างน่าสนใจมากๆ เลยค่ะ มีคนหนึ่งผันตัวไปเป็น Project Manager ในบริษัทเทคโนโลยี เพราะทักษะการจัดการโครงการและความสามารถในการทำความเข้าใจสัญญาระหว่างบริษัททำให้เขาไปได้สวยเลย อีกคนหนึ่งหันมาทำ Legal Content Creator ให้กับเพจดังๆ เพราะเขาสามารถย่อยเรื่องกฎหมายยากๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายๆ แถมยังทำรายได้ดีกว่าตอนเป็นทนายความเสียอีก หรืออย่างน้องคนหนึ่งที่เคยทำงานในสำนักงานกฎหมายใหญ่ๆ ก็ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลเป็นอย่างดีเลยค่ะ เคสเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทักษะที่เรามีมันสามารถนำไปปรับใช้ได้หลากหลายรูปแบบมากๆ เลยนะ เพียงแค่เรากล้าที่จะลองเปิดใจและมองหามันเท่านั้นเอง ฉันเองก็เคยคิดว่าตัวเองจะไปรอดไหมนะ แต่พอได้เห็นตัวอย่างของคนเหล่านี้ มันทำให้ฉันมีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ว่าเราก็ทำได้!

อัพสกิลให้คมกริบ: การเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งคือหัวใจสำคัญ

คอร์สออนไลน์น่าลงทุนและแหล่งความรู้ฟรี

โลกยุคนี้การเรียนรู้มันง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะมากเลยนะคะ ไม่ว่าเราอยากจะเรียนรู้อะไร ก็มีคอร์สออนไลน์ดีๆ ให้เลือกเยอะแยะไปหมดเลย ตอนที่ฉันเริ่มสนใจสายงานใหม่ๆ ฉันก็เริ่มจากการหาคอร์สออนไลน์ก่อนเลยค่ะ แพลตฟอร์มอย่าง Coursera, edX, Udemy หรือ SkillLane ของไทยเองก็มีคอร์สดีๆ เพียบเลยนะ ที่น่าสนใจคือมีทั้งแบบเสียเงินและแบบฟรี แถมบางคอร์สเรายังได้ใบประกาศฯ ที่เอาไปใส่ใน Resume ได้อีกด้วย ลองหาคอร์สที่เกี่ยวกับสายงานใหม่ที่เราสนใจดูสิคะ เช่น Digital Marketing, Data Analytics, Project Management, UI/UX Design หรือแม้แต่ Basic Coding ก็เป็นสกิลที่ตลาดต้องการมากในตอนนี้ หรือถ้ายังไม่อยากเสียเงิน ลองดู YouTube Channel ที่สอนเรื่องเหล่านี้ฟรีๆ ก็มีเยอะมากเลยค่ะ หรืออ่านบทความจาก Medium, LinkedIn Learning ก็เป็นแหล่งความรู้ชั้นดีที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะ ฉันเองเคยลงคอร์สพื้นฐานด้านการตลาดดิจิทัลไปค่ะ สนุกมากและได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เยอะเลย

เคล็ดลับการเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบนักกฎหมาย

ในฐานะที่เราเป็นนักกฎหมายมานาน เรามีความได้เปรียบเรื่องความสามารถในการค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่แล้วใช่ไหมคะ? เราสามารถนำทักษะตรงนี้มาใช้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เลยค่ะ ลองเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเรียนรู้อะไร ทำไมถึงอยากเรียน แล้ววางแผนการเรียนรู้ให้เป็นขั้นเป็นตอนเหมือนเราทำคดีเลยค่ะ แบ่งเวลาให้ชัดเจน อาจจะวันละ 1-2 ชั่วโมงหลังเลิกงาน หรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ การเรียนรู้แบบ Active Learning คือการลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่สลับการอ่านหรือฟังอย่างเดียว เช่น ถ้าเรียนเรื่องการตลาดดิจิทัล ลองสร้างเพจส่วนตัวขึ้นมาแล้วลองทำแคมเปญเล็กๆ ดู หรือถ้าเรียนเรื่อง Data Analytics ลองหาชุดข้อมูลมาวิเคราะห์เองเลยค่ะ การทำโปรเจกต์เล็กๆ จะช่วยให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นและยังได้พอร์ตโฟลิโอไปนำเสนอด้วยนะ ฉันเองใช้วิธีนี้มาตลอดเลยค่ะ พอได้ลองทำจริงแล้วมันเห็นผลลัพธ์และทำให้เราจำได้แม่นยำกว่าเยอะเลย

สร้างเครือข่ายให้แข็งแกร่ง: Connection คือทรัพย์สินที่ประเมินค่าไม่ได้

เข้าร่วมอีเวนต์และสัมมนา: โอกาสทองของการพบปะ

การสร้างเครือข่าย หรือ Connection นี่แหละค่ะ คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนสายงานที่หลายคนมองข้ามไป ตอนที่เราอยู่ในวงการกฎหมาย เราก็มักจะเจอแต่คนในวงการเดียวกันใช่ไหมคะ?

ทีนี้แหละได้เวลาเปิดโลกแล้วค่ะ! ลองมองหาอีเวนต์ สัมมนา หรือเวิร์คช็อปที่เกี่ยวข้องกับสายงานใหม่ที่เราสนใจดูสิคะ ไม่ว่าจะเป็นงาน Tech Conference, Digital Marketing Summit, หรือ Meetup ของกลุ่มคนที่ทำงานสายใหม่ๆ การได้ไปเจอผู้คนในวงการเหล่านั้น นอกจากจะได้อัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ แล้ว เรายังได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และอาจจะได้รู้จักกับคนที่สามารถให้คำแนะนำ หรือเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับเราได้ด้วยนะ ฉันเองตอนแรกก็เขินๆ ไม่กล้าไปคนเดียวหรอกค่ะ แต่พอได้ลองไปแล้วกลับพบว่าทุกคนยินดีต้อนรับและให้ข้อมูลดีมากๆ บางทีก็ได้ไอเดียใหม่ๆ กลับมาต่อยอดเยอะเลยค่ะ อย่ากลัวที่จะก้าวออกไปจาก Comfort Zone ของตัวเองนะคะ!

พลังของ LinkedIn และโซเชียลมีเดีย: สร้างตัวตนออนไลน์ให้ปัง

นอกจากอีเวนต์แบบออฟไลน์แล้ว การสร้างเครือข่ายบนโลกออนไลน์ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn นี่คือสมรภูมิของคนหางานและคนหามืออาชีพเลยนะ!

ลองอัพเดทโปรไฟล์ LinkedIn ของเราให้ทันสมัย ใส่ทักษะและประสบการณ์ที่เรามี รวมถึงทักษะใหม่ๆ ที่เรากำลังเรียนรู้ด้วยค่ะ ที่สำคัญคือพยายาม Connect กับคนที่ทำงานในสายงานที่เราสนใจ หรือคนที่อยู่ในบริษัทที่เราอยากเข้าไปทำงาน ลองส่งข้อความไปแนะนำตัวและสอบถามคำแนะนำดูสิคะ หลายๆ คนใจดีและพร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอค่ะ นอกจาก LinkedIn แล้ว การใช้ Facebook Group หรือ Line OpenChat ที่รวมกลุ่มคนในสายงานต่างๆ ก็เป็นช่องทางที่ดีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสอบถามได้เช่นกันค่ะ ฉันเองก็ได้ประโยชน์จาก LinkedIn เยอะมากเลยนะ ทั้งเรื่องการหาข้อมูลบริษัท การเห็นประกาศรับสมัครงาน หรือแม้กระทั่งการได้รับคำแนะนำดีๆ จากรุ่นพี่ในสายงานใหม่ๆ ค่ะ

Advertisement

การเงินที่มั่นคง: วางแผนเปลี่ยนผ่านอย่างชาญฉลาด

ประเมินรายจ่ายและเงินเก็บ: สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง

เรื่องการเงินนี่แหละค่ะ คือสิ่งที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงกับชีวิตของเราเลยนะ ฉันเองก็เคยอยู่ในจุดที่กังวลเรื่องนี้มากๆ เลยค่ะ สิ่งแรกที่อยากแนะนำคือให้ลองนั่งทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของเราให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยค่ะ ดูว่าในแต่ละเดือนเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่จำเป็นจริงๆ อะไรที่ลดได้บ้าง แล้วลองประเมินดูว่าเรามีเงินเก็บสำรองเพียงพอสำหรับการดำรงชีพกี่เดือน หากเราต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน หรือหากรายได้เริ่มต้นในสายงานใหม่อาจจะยังไม่เท่าเดิม การมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี จะช่วยให้เราอุ่นใจและมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้นค่ะ อย่าเพิ่งรีบร้อนลาออกจนกว่าจะมั่นใจว่ามีแผนการเงินที่รัดกุมนะคะ การวางแผนเรื่องนี้เหมือนกับการวางแผนคดีเลยค่ะ ต้องรอบคอบและมองไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด

สร้างรายได้เสริมระหว่างเปลี่ยนผ่าน

법률 이직 준비 과정 - **Prompt:** A bright, clean image of a young Thai professional, gender-neutral, in their late 20s, w...
ในระหว่างที่เรากำลังอัพสกิลและมองหางานใหม่ การสร้างรายได้เสริมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ นอกจากจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินแล้ว ยังอาจจะเป็นการลองผิดลองถูกในสายงานใหม่ที่เราสนใจได้อีกด้วยนะ เช่น ถ้าเราสนใจการเขียนคอนเทนต์ ก็ลองรับงานฟรีแลนซ์เขียนบทความดู หรือถ้าเราสนใจด้านการแปลเอกสารกฎหมาย ก็ยังสามารถรับงานแปลเป็นครั้งคราวได้ หรืออาจจะลองขายของออนไลน์ ทำเพจให้ความรู้ในสิ่งที่เราถนัด เพื่อสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ และทดลองตลาดไปในตัว ฉันเองก็เคยรับงานแปลเอกสารกฎหมายบ้างในช่วงแรกๆ ที่เริ่มเปลี่ยนสายงาน มันช่วยให้เรามีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่ต้องไปดึงเงินเก็บสำรองมาใช้มากเกินไป และยังเป็นการรักษาทักษะเดิมของเราไว้ด้วยค่ะ การมีหลายๆ ช่องทางรายได้จะช่วยให้เรามั่นใจและกล้าที่จะก้าวเดินไปข้างหน้ามากขึ้นเยอะเลย

Mindset ที่สำคัญ: กล้าที่จะก้าวและเปิดรับสิ่งใหม่

รับมือกับความกลัวและความไม่แน่นอน

การเปลี่ยนสายงานมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ฉันเข้าใจดีเลยว่าความกลัวและความไม่แน่ใจมันถาโถมเข้ามามากแค่ไหน กลัวว่าจะทำได้ไหม กลัวว่าจะหางานไม่ได้ กลัวว่าจะเริ่มต้นใหม่ไม่ทันคนอื่น แต่จริงๆ แล้วนะ ทุกคนก็มีความรู้สึกแบบนี้กันทั้งนั้นแหละค่ะ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้ให้ได้ การยอมรับว่าความกลัวเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงคือจุดเริ่มต้นที่ดีค่ะ ลองมองความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตแทนที่จะเป็นอุปสรรค ลองคุยกับคนที่เคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆ เรามาแล้ว เพื่อขอคำแนะนำและกำลังใจ ฉันเองก็เคยไปปรึกษาเพื่อนสนิทหลายคนเลยค่ะ บางทีแค่ได้ระบายออกไปและได้รับกำลังใจกลับมา ก็ทำให้เรามีพลังที่จะสู้ต่อแล้วนะคะ อย่าเก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้คนเดียวค่ะ

ความล้มเหลวคือบทเรียน (และเป็นเรื่องธรรมดา)

เส้นทางของการเปลี่ยนแปลงย่อมมีอุปสรรคและความล้มเหลวเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ และมันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ เลยนะ! อย่าไปคิดว่าความล้มเหลวคือจุดสิ้นสุด แต่ให้มองว่ามันคือบทเรียนที่เราได้เรียนรู้ บางทีเราอาจจะลองสมัครงานไปหลายที่แต่ยังไม่ได้งานที่ถูกใจ หรือลองเรียนคอร์สนี้แล้วรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราเลย ก็ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นกระบวนการของการค้นหาตัวเองและสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆ สิ่งสำคัญคือการลุกขึ้นใหม่ และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ ฉันเองก็เคยผิดหวังกับการสมัครงานบางที่ที่อยากได้มากๆ แต่สุดท้ายแล้วมันกลับทำให้ฉันได้เจอโอกาสที่ดีกว่ามากๆ เลยนะ เพราะฉะนั้นแล้ว ขอให้ทุกคนใจดีกับตัวเองให้มากๆ นะคะ ทุกก้าวที่เราเดิน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเสมอค่ะ

Advertisement

แนวทางอาชีพใหม่ที่นักกฎหมายสามารถต่อยอดได้

จากทักษะทางกฎหมายสู่บทบาทที่หลากหลาย

อย่างที่เล่าไปข้างต้นนะคะว่าทักษะที่เรามีจากการทำงานด้านกฎหมายนั้นมีคุณค่าและสามารถนำไปปรับใช้กับอาชีพอื่นๆ ได้อย่างน่าประหลาดใจเลยค่ะ ไม่ใช่แค่การอ่าน เขียน หรือวิเคราะห์เอกสารอย่างเดียว แต่รวมถึงการคิดอย่างมีตรรกะ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเจรจาต่อรอง และความเข้าใจในโครงสร้างของธุรกิจและสังคม ตอนที่ฉันตัดสินใจก้าวออกมา ฉันก็ได้เห็นว่ามีหลายๆ ตำแหน่งที่ไม่ได้ระบุว่าต้องจบกฎหมายมาโดยตรง แต่กลับต้องการคนที่มีทักษะเหล่านี้ไปช่วยเสริมทีม ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งในฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ต้องจัดการเรื่องสัญญาจ้างงานและข้อพิพาทแรงงาน หรือตำแหน่งในฝ่ายจัดซื้อที่ต้องดูเรื่องสัญญาการค้า หรือแม้แต่ตำแหน่งในฝ่ายกำกับดูแล (Regulatory Affairs) ที่ต้องติดตามกฎระเบียบใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีเยี่ยมอยู่แล้วค่ะ แค่เราต้องนำเสนอตัวเองในมุมมองใหม่ และเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

ตารางเปรียบเทียบ: ทักษะกฎหมายกับการต่อยอดอาชีพ

ทักษะจากงานกฎหมาย ตัวอย่างอาชีพใหม่ที่ต่อยอดได้ เหตุผลในการต่อยอด
การคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ, การแก้ปัญหา Project Manager, Business Analyst, Consultant สามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ
ความละเอียดรอบคอบ, การตรวจสอบเอกสาร Compliance Officer, Data Privacy Officer, Auditor มีความสามารถในการตรวจสอบกฎระเบียบ และจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างแม่นยำ
การสื่อสาร, การเจรจาต่อรอง, การนำเสนอ Public Relations Specialist, Sales Executive (สำหรับสินค้าบริการซับซ้อน), Mediator สามารถสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และโน้มน้าวใจผู้อื่นได้
ความเข้าใจในกฎหมายและระเบียบ Legal Tech Specialist, Policy Analyst, ESG Consultant สามารถนำความรู้ด้านกฎหมายมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี หรือการกำกับดูแลองค์กร
การบริหารจัดการเวลาและเอกสาร Operations Manager, Executive Assistant, Records Manager มีความสามารถในการจัดระบบงานและเอกสารจำนวนมากให้เป็นระเบียบ

สร้างแบรนด์ส่วนตัวและสร้างรายได้จากความรู้

Advertisement

เป็นผู้เชี่ยวชาญในนิยามใหม่: บล็อกเกอร์, ยูทูปเบอร์, หรือวิทยากร

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วแบบนี้ การที่เราจะก้าวออกมาจากกรอบของนักกฎหมายและสร้างตัวตนในฐานะผู้เชี่ยวชาญในด้านใหม่ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยนะคะ ฉันเองก็เริ่มจากการเขียนบล็อกและแชร์ประสบการณ์ของตัวเองนี่แหละค่ะ ลองคิดดูสิว่าเรามีความรู้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษที่คนอื่นอยากรู้บ้างไหม ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องกฎหมายเป๊ะๆ เสมอไปนะ อาจจะเป็นเรื่องการวางแผนการเงินสำหรับคนเพิ่งเริ่มทำงาน การเลือกที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเจ๋งๆ ที่เราเคยไป สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาสร้างเป็น Personal Brand ของเราได้หมดเลยค่ะ ลองเริ่มจากการเขียนบล็อกสั้นๆ หรือทำคลิปวิดีโอใน YouTube หรือ TikTok ก็ได้ค่ะ เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในแบบที่เป็นตัวเราเอง พอเราเริ่มมีผู้ติดตามและได้รับความไว้วางใจจากผู้คน ก็จะมีโอกาสใหม่ๆ ตามมาอีกเยอะเลยนะ เช่น การได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร การเขียนหนังสือ หรือการได้รับสปอนเซอร์ต่างๆ ค่ะ

ช่องทางการสร้างรายได้จากความรู้และประสบการณ์

เมื่อเรามี Personal Brand ที่แข็งแกร่งแล้ว การสร้างรายได้จากความรู้และประสบการณ์ของเราก็จะตามมาเองค่ะ ช่องทางมีหลากหลายมากๆ เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Affiliate Marketing โดยการแนะนำสินค้าหรือบริการที่เราใช้แล้วดี การรับงาน Freelance ในสายงานใหม่ที่เราเชี่ยวชาญ เช่น รับเขียนบทความ รับทำกราฟิก รับทำเว็บไซต์ หรือการเป็นที่ปรึกษาเฉพาะทางให้กับบุคคลหรือองค์กรต่างๆ หรือถ้าใครมีของ ก็สามารถสร้างคอร์สออนไลน์ของตัวเองขึ้นมาสอนได้เลยค่ะ ฉันเห็นหลายคนมากๆ ที่เปลี่ยนจากการเป็นนักกฎหมายไปเป็นโค้ชด้านการเงิน โค้ชด้านการลงทุน หรือโค้ชด้านไลฟ์สไตล์ แล้วก็ประสบความสำเร็จและมีรายได้ที่ดีมากๆ เลยนะ สิ่งสำคัญคือเราต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นค่ะ การได้เห็นคนอื่นได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราแบ่งปัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยนะคะ และเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำสิ่งเหล่านี้ต่อไปเรื่อยๆ เลยล่ะ

글을มาทิเมอ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเส้นทางใหม่ๆ ที่นักกฎหมายอย่างเราสามารถก้าวเดินไปได้? ฉันหวังว่าบทความนี้จะช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าที่จะสำรวจศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และออกไปค้นหาโอกาสใหม่ๆ ที่รอเราอยู่นะคะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าทักษะที่เรามีนั้นเฉพาะทางเกินไป เพราะจริงๆ แล้วมันคือขุมทรัพย์ที่เราสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมายเลยค่ะ ขอแค่เรากล้าที่จะลอง ก้าวออกจากกรอบเดิมๆ และเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วคุณจะพบว่าโลกใบนี้มีอะไรให้เราทำอีกเยอะเลย! การเปลี่ยนแปลงอาจจะน่ากลัวในตอนแรก แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะคุ้มค่าเกินกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยค่ะ

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ประเมินทักษะและความสนใจ: ลองลิสต์ทักษะที่เรามีจากการทำงานกฎหมายออกมา และสำรวจความสนใจส่วนตัวว่ามีอะไรที่เราอยากทำเป็นพิเศษบ้าง

2. ศึกษาเทรนด์ตลาดงาน: ค้นคว้าตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่กำลังเป็นที่ต้องการ และดูว่าทักษะแบบไหนที่จำเป็นสำหรับงานเหล่านั้น

3. ลงทุนกับการเรียนรู้: หาคอร์สออนไลน์หรือแหล่งความรู้ฟรีเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราสนใจ

4. สร้างเครือข่าย: เข้าร่วมกิจกรรม สัมมนา หรือใช้แพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn เพื่อทำความรู้จักกับคนในวงการใหม่ๆ

5. วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ: คำนวณรายจ่ายและเงินเก็บสำรองให้เพียงพอ เพื่อรองรับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านหรือรายได้ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

Advertisement

สำคัญที่สุดคือการจัดระเบียบ

การเปลี่ยนสายงานจากนักกฎหมายนั้นเป็นไปได้แน่นอนค่ะ เพียงแค่เราต้องเริ่มต้นจากการประเมินตัวเองอย่างจริงจัง สำรวจโอกาสใหม่ๆ อย่างรอบด้าน ลงทุนกับการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และวางแผนการเงินให้รัดกุม ที่สำคัญคือต้องมีทัศนคติที่เปิดกว้าง กล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone และมองความท้าทายเป็นการเรียนรู้เสมอ แล้วคุณจะค้นพบเส้นทางอาชีพที่เติมเต็มและมีความสุขในแบบฉบับของคุณเองค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: จบกฎหมายมาแล้ว ถ้าไม่อยากเป็นทนายความ หรือทำงานสายกฎหมายโดยตรง จะไปทำอาชีพอะไรได้อีกบ้างคะ? รู้สึกว่าตัวเองตันไปหมดเลยค่ะ

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะความรู้สึกนี้! ตอนแรกฉันเองก็เคยมองไม่เห็นเหมือนกันว่าคนจบนิติศาสตร์อย่างเราจะไปทำอะไรได้บ้างนอกจากทนาย อัยการ ผู้พิพากษา หรือนิติกรใช่ไหมคะ?
แต่จริงๆ แล้วเนี่ย ทักษะที่เราได้ร่ำเรียนมามันนำไปปรับใช้ได้เยอะมากเลยนะ! ไม่ว่าจะเป็นทักษะการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร หรือการหาข้อมูล ซึ่งเป็นพื้นฐานที่หลายๆ อาชีพต้องการเลยค่ะ จากประสบการณ์ของฉันและที่ได้เห็นจากเพื่อนๆ หลายคนนะ อาชีพที่น่าสนใจและเติบโตได้ดีมากๆ ในยุคนี้ก็มีหลากหลายเลยค่ะอย่างแรกเลยคือสายงาน Compliance หรือที่ปรึกษาด้านกฎระเบียบต่างๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น PDPA, AML (การฟอกเงิน) หรือกฎระเบียบเฉพาะทางของธุรกิจนั้นๆ เช่น Fintech หรือธุรกิจดิจิทัล ซึ่งตอนนี้ตลาดมีความต้องการสูงมากเลยนะ ยิ่งเรามีความรู้กฎหมายติดตัว ยิ่งได้เปรียบสุดๆ เลยค่ะอีกสายที่มาแรงไม่แพ้กันคือ Legal Tech ค่ะ คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโปรแกรมช่วยค้นหาข้อมูลกฎหมาย การจัดการเอกสาร หรือแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาทางกฎหมายออนไลน์ ซึ่งทนายความก็สามารถผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาหรือผู้พัฒนาระบบเหล่านี้ได้เลยค่ะ หรือแม้แต่เป็น “ทนายความประจำแอปพลิเคชัน” หรือ “ทนายความออนไลน์” ก็มีให้เห็นแล้วนะนอกจากนี้ การเป็นผู้ให้ความรู้ด้านกฎหมาย หรือ Content Creator ก็เป็นอีกทางที่น่าสนใจค่ะ เหมือนอย่างที่ฉันกำลังทำอยู่ตอนนี้เลย!
เราสามารถใช้ความรู้ที่เรามีมาสร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์บนโซเชียลมีเดีย หรือเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจที่ต้องการความรู้เฉพาะทางก็ได้นะ ยิ่งถ้าเรามีทักษะการสื่อสารที่ดีและเข้าใจการทำตลาดออนไลน์ด้วย ยิ่งไปได้ไกลเลยค่ะยังมีอาชีพอื่นๆ ที่ไม่คิดว่าคนจบนิติศาสตร์จะทำได้ เช่น ตำรวจศาล, ทนายอาสา, ที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร, Company Secretary, หรือ HR ที่ต้องดูแลเรื่องกฎหมายแรงงานก็ได้เหมือนกันนะ เห็นไหมคะว่าเส้นทางไม่ได้ตันอย่างที่คิดเลย แค่เราลองเปิดใจมองหาโอกาสใหม่ๆ และพัฒนาทักษะเพิ่มเติมเท่านั้นเองค่ะ

ถาม: เรื่อง AI กับเทคโนโลยีที่เข้ามานี่น่ากลัวมากเลยค่ะ จะกระทบงานทนายความแบบเรายังไง แล้วต้องปรับตัวยังไงดีคะ?

ตอบ: อื้อหือ! เรื่อง AI นี่ฮิตติดลมบนจริงๆ ค่ะ หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานเราไปหมดใช่ไหมคะ? บอกตามตรงว่าตอนที่ AI เริ่มเข้ามาใหม่ๆ ฉันเองก็แอบหวั่นๆ เหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) แต่พอได้ศึกษาและเห็นการทำงานจริงๆ แล้วเนี่ย ฉันกลับมองว่า AI ไม่ได้มาแทนที่ทนายความหรอกค่ะ แต่เขาเข้ามาเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ทำให้งานของเราง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่างหากล่ะ!
ลองคิดดูนะคะ งานบางอย่างที่ต้องใช้เวลามาก เช่น การค้นคว้าข้อมูลกฎหมายจากเอกสารกองโตๆ การตรวจสอบสัญญาจำนวนมหาศาล หรือการวิเคราะห์แนวโน้มคดีจากคำพิพากษาเก่าๆ ถ้าเราให้ AI เข้ามาช่วยตรงนี้ได้เนี่ย มันจะช่วยลดเวลาทำงานของเราไปได้เยอะมากเลยค่ะ ทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ซับซ้อนกว่า เช่น การวางกลยุทธ์คดี การเจรจาต่อรอง การให้คำปรึกษาทางจริยธรรม หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกความ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้แน่นอนค่ะดังนั้น การปรับตัวที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือการ “เรียนรู้ที่จะใช้ AI ให้เป็น” ค่ะ ไม่ใช่การต่อต้านนะ!
เราต้องทำความเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร มีเครื่องมือ Legal Tech อะไรบ้างที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น โปรแกรมช่วยวิเคราะห์สัญญา หรือฐานข้อมูลกฎหมายอัจฉริยะ นอกจากนี้ เราควรพัฒนาทักษะที่ AI ยังทำไม่ได้ดีเท่ามนุษย์ เช่น ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การแก้ปัญหาที่ต้องใช้วิจารณญาณ การสื่อสารที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และมนุษยธรรม และแน่นอนว่าทักษะการเจรจาต่อรองก็ยังคงสำคัญมากๆ ค่ะ ยิ่งเราปรับตัวได้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งกลายเป็น “ทนายความยุคใหม่” ที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาด และสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้นค่ะ

ถาม: ถ้าตัดสินใจอยากเปลี่ยนสายงานจากกฎหมายจริงๆ ควรเริ่มต้นจากตรงไหนดีคะ ตอนนี้สับสนไปหมดเลยค่ะ

ตอบ: โอ๊ยยย เข้าใจความสับสนนี้ดีเลยค่ะ! ตอนที่ฉันเริ่มคิดจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งแรกก็รู้สึกมึนงงไปหมดเหมือนกัน ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี แต่บอกเลยว่าการเริ่มต้นที่ดีจะช่วยให้เราไม่หลงทางค่ะ ฉันมีเคล็ดลับจากประสบการณ์ตรงที่อยากแบ่งปันให้ทุกคนได้ลองทำตามดูนะคะสิ่งแรกเลยคือ “สำรวจใจตัวเอง” ค่ะ!
ลองถามตัวเองอย่างจริงจังว่าอะไรคือสิ่งที่เราชอบจริงๆ อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ไม่ใช่แค่ทำไปวันๆ หรือทำเพราะถูกคาดหวัง ลองลิสต์ดูว่าเรามีทักษะอะไรบ้างที่ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย เช่น การเขียน การพูด การจัดการ การคิดสร้างสรรค์ หรือแม้แต่การเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ลองดูว่าสิ่งที่เราชอบกับทักษะที่เรามี มันจะไปต่อยอดกับอาชีพไหนได้บ้าง บางทีเราอาจจะค้นพบ “แพชชั่น” ใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่ก็ได้นะ!
ขั้นที่สองคือ “หาข้อมูลให้แน่น” ค่ะ เมื่อพอจะมีไอเดียแล้ว ลองศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสายงานใหม่ที่เราสนใจให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะงาน, ทักษะที่จำเป็นต้องมี, เส้นทางความก้าวหน้า, หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมองค์กรของสายงานนั้นๆ ลองอ่านบทความ ดูคลิปวิดีโอ หรือถ้าเป็นไปได้ ลองพูดคุยกับคนที่ทำงานในสายงานนั้นจริงๆ ดูก็ได้ค่ะ จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นเยอะเลยและสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “เริ่มจากก้าวเล็กๆ” ค่ะ ไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานปัจจุบันทันทีนะ!
เราอาจจะเริ่มจากการลงเรียนคอร์สออนไลน์สั้นๆ เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือลองหาโอกาสทำโปรเจกต์เล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานใหม่ที่เราสนใจดู การทำแบบนี้จะช่วยให้เราได้ทดลองว่าเราชอบสิ่งนั้นจริงๆ ไหม และยังได้สร้างผลงานเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งใน Portfolio ของเราได้ด้วยค่ะ จำไว้ว่าการเปลี่ยนสายงานเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ถ้าเราวางแผนดีๆ และค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น รับรองว่าเราจะเจอเส้นทางที่ใช่สำหรับตัวเองแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะทุกคน!

📚 อ้างอิง